สถาปนิกมืออาชีพ ค่าออกแบบไม่แพง

บ้านยุคใหม่ที่สถาปนิกแนะนำเพื่อให้อยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืน

เทรนด์การออกแบบบ้านยุคใหม่ที่สถาปนิกแนะนำ เพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน

เทรนด์ออกแบบบ้านยุคใหม่โดยสถาปนิก

 

ยุคนี้เวลาคิดจะสร้างบ้านสักหลัง คำถามแรกๆเมื่อต้องการถามสถาปนิก มักจะไม่ใช่แค่ “บ้านเราจะใช้สไตล์ไหนดี? มินิมอล โมเดิร์น หรือลอฟต์?” อีกต่อไปแล้วครับ เพราะสิ่งสำคัญกว่าความสวยงามในวันแรกที่ย้ายเข้าอยู่ คือคำถามที่ว่า “ทำยังไงให้บ้านหลังนี้อยู่สบายไปยาวๆ อีก 10-20 ปี โดยที่ไม่สร้างภาระให้กระเป๋าตังค์และไม่ทำร้ายโลก?”

ในฐานะสถาปนิกผู้ออกแบบ บอกได้เลยว่าเทรนด์การสร้างบ้านตอนนี้กำลังหมุนไปหาคำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainable Design) แบบเต็มตัวครับ

เทรนด์ออกแบบบ้านยั่งยืนโดยสถาปนิก

แต่คำว่ายั่งยืนที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเทคโนโลยีล้ำๆ แพงๆ เสมอไปนะ แต่มันคือการออกแบบที่ใส่ใจธรรมชาติและคนอยู่ต่างหาก วันนี้เลยอยากมาชวนคุยถึงเทรนด์การดีไซน์บ้านยุคใหม่ที่พวกเราชาวสถาปนิกอยากแนะนำ เผื่อใครกำลังจะสร้างบ้านหรือรีโนเวท จะได้ลองเอาไปปรับใช้กันครับ

1. Passive Design: ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยดูแลบ้าน (เซฟค่าแอร์ไปในตัว)

หลักการจากสถาปนิกข้อนี้ฟังดูหรูหรา แต่จริงๆ มันคือเรื่องเบสิกอย่างการ “ตามใจธรรมชาติ” ครับ คือทำยังไงก็ได้ให้บ้านพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าให้น้อยที่สุด แล้วเอาสายลม แสงแดด มาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า

      • หันบ้านให้ถูกทิศ
      •  เรื่องนี้สำคัญมากสถาปนิกจะเน้นเลย ห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นที่เราใช้งานบ่อยๆ ควรหลบแดดบ่ายในทิศตะวันตก แล้วหันไปรับลมธรรมชาติในทิศใต้หรือทิศตะวันตกเฉียงใต้แทน
      • หันบ้านให้ถูกทิศทาง

      • ออกแบบให้ลมพัดผ่าน (Cross Ventilation): สถาปนิกจะชอบเจาะช่องหน้าต่างหรือประตูให้ตรงกัน เพื่อเวลาเปิดปุ๊บ ลมจะพัดจากฝั่งหนึ่งทะลุออกอีกฝั่งหนึ่งได้ทันที ช่วยไล่ความร้อนสะสมในบ้านได้ดีสุดๆ
      • ออกแบบบ้านให้ลมพัดผ่าน

      • มีชายคาและระแนงกันแดด: สังเกตไหมว่าบ้านยุคใหม่มักจะมีชายคายื่นยาวออกมา หรือมีแผงระแนงเก๋ๆ บังหน้าต่าง นั่นแหละครับ ตัวช่วยกรองความร้อนชั้นดีก่อนที่แดดจะส่องเข้ามาเผาในบ้าน
      • ชายคาระแนงกันสาด

    ถ้าโครงสร้างบ้านเราเย็นด้วยตัวเองได้ตั้งแต่แรก บอกเลยว่าช่วยประหยัดค่าไฟตอนสิ้นเดือนไปได้โขเลยครับ

    2. Flexible Space: บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับเรา

    ความยั่งยืนอีกมุมหนึ่งที่สถาปนิกจะเน้นเลยคือ บ้านต้องพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์ชีวิตของเราครับ การกั้นห้องแบบตายตัวว่าห้องนี้ต้องเป็นได้แค่ห้องนี้เริ่มเอาต์ไปแล้ว แต่ตอนนี้เราเน้นพื้นที่ที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย (Flexible Space)

        • ห้องสารพัดประโยชน์ (Multi-Functional): วันนี้ห้องนี้อาจจะเป็นห้องทำงาน Work from Home หรือห้องไลฟ์สด แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้า มันต้องพร้อมปรับเปลี่ยนเป็นห้องนอนผู้สูงอายุสำหรับคุณพ่อคุณแม่ หรือห้องวิ่งเล่นของลูกๆ ได้แบบไม่ต้องทุบตึกสร้างใหม่
        • ห้องที่ใช้งานได้หลากหลาย

        • คิดเผื่ออนาคต (Universal Design): การทำทางลาดตรงทางเข้าเผื่อขนของหนัก (หรือเผื่อใช้รถเข็นในอนาคต) การทำพื้นบ้านและพื้นห้องน้ำให้เรียบเสมอกันเพื่อกันสะดุด สิ่งเหล่านี้ถ้าเราคุยกับสถาปนิกให้คิดเผื่อไว้ตั้งแต่แรก จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไม่ต้องมาตามรื้อตามทุบทีหลังครับ

      3. Biophilic Design: ยกธรรมชาติมาไว้ในบ้าน

      มนุษย์เรายังไงก็แพ้ทางความร่มรื่นครับ การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยลดความเครียดได้ดีที่สุด เทรนด์การออกแบบของสถาปนิกในยุคนี้เลยไม่ใช่แค่การเหลือพื้นที่นอกบ้านไว้ปลูกต้นไม้ แต่เป็นการดึงเอาต้นไม้และแสงแดดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้านเลย

          • Courtyard กลางบ้าน: การเว้นช่องว่างตรงกลางบ้านแล้วปลูกต้นไม้ใหญ่ลงไป นอกจากจะทำให้บ้านดูโปร่ง สวย เท่ และได้แสงธรรมชาติสว่างทั่วบ้านโดยไม่ต้องเปิดไฟตอนกลางวันแล้ว เวลาเปิดประตูออกมาเจอกลางบ้านเขียวๆ มันช่วยฮีลใจได้ดีมากๆ เลยนะ
          • สวนกลางบ้าน

          • เชื่อมพื้นที่ข้างในกับข้างนอก: การใช้กระจกบานใหญ่ที่เปิดโล่งเชื่อมห้องนั่งเล่นออกไปสู่ชานบ้านหรือสวน ทำให้รู้สึกว่าบ้านกว้างขึ้น และได้รับความสดชื่นเต็มๆ ตา

        4. Materials Matter: เลือกวัสดุที่อึด ทน และเป็นมิตร

        วัสดุบ้านทนทาน

        สถาปนิกยุคใหม่ค่อนข้างซีเรียสเรื่องการบำรุงรักษาครับ ไม่อยากให้เจ้าของบ้านต้องมาเหนื่อยซ่อมบ้านทุกๆ 2-3 ปี ดังนั้นการเลือกวัสดุจึงต้องเน้นที่ดูแลรักษาง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

            • วัสดุท้องถิ่นและวัสดุทดแทน: เลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่เพื่อลดโลกร้อนจากการขนส่ง หรือเลือกใช้ไม้เทียม/วัสดุรีไซเคิลที่ทั้งสวยและไม่ทำลายป่าไม้

            • ถึกทน ดูแลง่าย (Low Maintenance): เลือกวัสดุที่ทนแดดทนฝนเมืองไทยได้ดี เช่น ปูนเปลือย หินธรรมชาติ หรือวัสดุที่ไม่ต้องคอยทาสีใหม่บ่อยๆ ยิ่งวัสดุอยู่ทนเท่าไหร่ บ้านเราก็ยิ่งยั่งยืนและน่าอยู่ยาวนานเท่านั้นครับ

          สรุปส่งท้ายบทความเรื่องสถาปนิกแนะนำเพื่อบ้านยั่งยืน

          การสร้างบ้านเพื่อความยั่งยืนจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ต้องจ่ายแพงจนกระเป๋าฉีกเลยครับ แต่มันคือการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เริ่มวางแปลนบ้าน

          ถ้าตอนนี้ใครกำลังวางแผนจะสร้างบ้านหรือปรับปรุงบ้านเก่า ลองเอาไอเดียเหล่านี้ไปนั่งคุย นั่งแชร์กับสถาปนิกดูนะครับ เพราะบ้านที่ดีไม่ใช่แค่บ้านที่ถ่ายรูปสวยลงโซเชียลแล้วจบ แต่ต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วสบายกาย สบายใจ และพร้อมจะเติบโตดูแลเราไปในทุกช่วงเวลาของชีวิตครับ

          Scroll to Top